พบกับบทความ เก่งหลังเกม ที่จะมาวิเคราะห์บอลหลังเกม โดยช่วงนี้ก็จะยังอยู่กับ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งยุโรป หรือ ยูโร 2020 กันยาวๆ จนจบทัวร์นาเม้นต์ ซึ่งบทวิเคราะห์ บอลยูโร วันที่สิบสาม จะเป็นวันสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม โดยมีเกมกลุ่มอี และ กลุ่มเอฟ ลงเล่นกันทั้งหมด 4 คู่ โดยในกลุ่มอีจะมีเกมระหว่าง สวีเดน พบ โปแลนด์ กับ สโลวาเกีย พบ สเปน และเกมกลุ่มเอฟ คู่ระหว่าง โปรตุเกส พบ ฝรั่งเศส กับ เยอรมัน พบ ฮังการี
ซึ่งวันนี้ทีมงาน Kickoff88 ก็จะมาพาเพื่อนชวนคุย พร้อมกับวิเคราะห์บอล ทั้ง 4 คู่ ไปพร้อมๆ กัน พร้อมกับสรุปสถานการณ์ของทั้งสองกลุ่มด้วยนะครับ
วิเคราะห์ฟุตบอล บอลยูโร วันที่สิบสาม กลุ่มอี และ กลุ่มเอฟ
1. สวีเดน พบ โปแลนด์
ก่อนเกม สวีเดน นำเป็นจ่าฝูงแบบงงๆ ทั้งๆ ที่เล่นได้ไม่เท่าไหร่ แถมก่อนทัวร์นาเม้นต์ก็มาเสีย ซลาตัน ที่บาดเจ็บยาว ส่วน โปแลนด์ ที่มี เลวานดอฟสกี้ ค้ำหน้า มีเพียงแต้มเดียวเท่านั้น หากอยากเข้าเกมรอบ เกมนี้ทาง โปแลนด์ ต้องสามแต้มสถานเดียว
แต่เริ่มเกมมาได้แปปเดียว สวีเดน มาได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจากลูกขลุกขลิกที่สกัดไม่ขาด บอลมาเข้าเท้า เอมิล ฟอร์สเบิร์ก ทำเอาทาง โปแลนด์ เล่นยากเลย เพราะแท็คติกของ สวีเดน ในรายการนี้มาเน้นรับไว้ก่อน จนถึงปัจจุบันพวกเค้ายังไม่เสียแม้ประตูเดียว
ก่อนที่ช่วงท้ายครึ่งแรก โปแลนด์ ถึงจะมีจังหวะตีเสมอจ๊ะๆ จากลูกโหม่งของ เลวาน แต่บอลไปชนคานเด้งกลับมา เลวาน ก็โหม่งซ้ำชนคานอีก สุดท้ายก็ถูกเคลียออกไป หากได้ประตูนี้ เริ่มครึ่งหลังมาทาง โปแลนด์ จะเล่นง่ายขึ้นเยอะๆ แต่จนแล้วจนรอด สวีเดน ก็ยังรักษาคลีนชีท เอาไว้จนหมดครึ่งแรก
เริ่มครึ่งหลังมาเกมเปิดมากขึ้น เพราะ โปแลนด์ ต้องดันขึ้นสูงแล้ว พวกเค้ามีโอกาสจบหลายครั้งแต่คมไม่พอ ส่วนสวีเดนก็ได้สวนอยู่ 3-4 รอบ จนมาได้ประตูหนีห่างจาก ฟอร์สเบิร์ก คนเดิม หลังจากนั้นกลายเป็น สวีเดน คึกเกินไปจนหลังดันค่อนข้างสูง และ โปแลนด์ จะมาตีไข่แตกได้ในจังหวะสวนกลับซะอย่างนั้น จากลูกยิงคมกริบของ เลวานดอฟสกี้
และหลังจากนั้นเกมรับ สวีเดน เริ่มมั่วอย่างเห็นได้ชัด จน โปแลนด์ มีโอกาสตีเสมอหลายครั้ง และมาสำเร็จความพยายามจาก เลวาน คนเดิม โดยกองหลังของ สวีเดน อย่างพี่โล้นล่กเองจนปล่อยให้กองหน้าอย่าง เลวานดอฟสกี้ ยืนอยู่โล่งๆ ยิ่งเข้าไปนิ่มๆ เกมกลับมาเสมอกันในช่วงท้ายเกม
หลังจากนั้น โปแลนด์ พยายามบุกต่อจนหลายคนเริ่มหมดแรง โดยเฉพาะแนวรับที่พยายามเอาบอลกลับมาเล่นให้เร็วที่สุด แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายมาเสียประตูในช่วงทดเจ็บ ซึ่งจังหวะนี้ ต้องบอกว่าทั้งสมาธิในการเล่นเกมรับ และแรงวิ่งของแนวรับ โปแลนด์ นั้นหมดก๊อกแล้วจริงๆ หากท้ายครึ่งแรกได้ประตูตีเสมอ พวกเค้าอาจจะคว้าผลที่ดีกว่านี้มาได้ครับ
2. สโลวาเกีย พบ สเปน
ก่อนเกม สเปน ค่อนข้างน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะแนวรุก หากนับโอกาส พวกเค้าอาจจะสร้างได้มากที่สุดในรายการ แต่เพิ่งจะยิงได้ประตูเดียว อย่างไรก็ตามเกมรับของ สโลวาเกีย ก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก เสียประตูมาทั้งสองนัดในรายการนี้
เริ่มเกมมาได้ไม่นาน สเปน มาได้จุดโทษ เป็น อัลบาโร่ โมราต้า รับหน้าที่สังหารแต่ยิงไม่มุมพอ เป็นจุดโทษลูกที่สองของ สเปน ซึ่งก็ไม่เข้าทั้งสองประตู ถึงอย่างไรบอลของ สโลวาเกีย ในเกมนี้เป็นบอลรอโดน เพราะไม่สามารถหืออือกับทาง กระทิงดุ ได้เลย
ก่อนที่ สเปน จะมาได้ประตูขึ้นนำ จากจังหวะที่บอลชนคานแล้วกระเด้งลงมา เหมือนจังหวะของ ฟิคฟอร์ด ในเกมกับ ลิเวอร์พูล แต่เกมนี้ มาร์ติน ดูบราฟก้า บัดบอลเข้าประตูตัวเองหน้าตาเฉย และในท้ายครึ่งแรก สเปน มาหนีเป็น 2-0 จากจังหวะที่ ดูบราฟก้า ล่กสุดๆ พยายามออกไปเล่น แต่หาบอลไม่เจอ กลายเป็น เคราร์ด โมเรโน่ ตวัดกลับมาให้ อายเมริค ลาปอร์ต โหม่งย้อยๆ เสียบสามเหลี่ยมเข้าไป
ซึ่งในครึ่งหลังก็เกินแรงจะต้านทานแล้ว เป็น สเปน มาได้ประตูเพิ่มอีก 3 ลูกรวด จบเกม 5-0 แบบที่ สโลวาเกีย ทำอะไรไม่ได้เลย ครั้นจะครองเกมสู้ ก็ทำไม่ได้ จะตั้งรับรอสวนกลับ ก็ดันมาเสียสองประตูจากการแจกโชคของผู้รักษาประตู ที่เล่นเอาภาพที่เซฟจุดโทษได้ มลายหายไปอย่างรวดเร็ว
บทเรียนจากการเจอกับทีมอย่าง สเปน ในเวลานี้ ยังไงเกมรับของคุณก็ต้องห้ามก่อข้อผิดพลาด เพราะหากถูกออกนำไปก่อนจะเล่นยากทันที ส่วนเกมรุกไม่ต้องมีโอกาสเยอะ แต่ขอให้มีความเฉียบขาดพอในการจบสกอร์ เพราะหากไม่ทีมระดับทีมเดียว โอกาสทำประตูต่อเกมถือว่าน้อยมาก
3. โปรตุเกส พบ ฝรั่งเศส
คู่นี้เป็นอีกคู่ไฮไลท์ของวัน อาจจะเป็นการตัดสินชะตาสองกลุ่มนี้ได้เลย ผู้ชนะจะเข้ารอบทันที ผู้แพ้ต้องไปลุ้นผลอีกคู่ ส่วนหากเสมอจะจูงมือกันเข้ารอบเลย
เริ่มเกมมา ทั้งสองทีมพยายามเปิดเกมรุกเข้าใส่กันทันที เรียกไม่มีกลัวเกมสวนกลับของแนวรุกฝั่งตรงข้ามเลย ซึ่งเป็นทาง โปรตุเกส ขึ้นนำก่อน จากลูกจุดโทษ เริ่มจากจังหวะที่ ยอริส ออกไปชกบอลว่าว แต่ไปเข้าหน้า ดานิโล่ เปเรร่า แทน ซึ่งดูภาพช้าให้ใบแดงยังได้เลย ซึ่งผู้ที่รับหน้าที่สังหารไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้
แต่ท้ายครึ่งแรก ฝรั่งเศส มาได้จุดโทษแบบไม่ควรจะได้ จากจังหวะเบียดกันเบาๆ ของ เซเมโด้ และ เอ็มบัปเป้ โดยเป็น คาริม เบนเซม่า ยิงให้ ตราไก่ ตีเสมอ หากให้พูดตรงๆ ผู้ตัดสินนี้เกมนี้ใจไม่ถึง ทั้งๆ ที่ทั้งสองทีมเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ไม่ตัดสินใจแบบที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่ VAR เองก็มี
เริ่มครึ่งหลัง เบนเซม่า มายิงให้ ฝรั่งเศส แซงขึ้นนำ ซึ่งต้องมีการเช็ค VAR กันก่อนนิดหน่อยแต่ไม่มีปัญหา ก่อนที่ โปรตุเกส จะมาตีเสมอได้จาก จุดโทษลูกที่สามของเกม เป็น พี่โด้ คนดีคนเดิมยิงเข้าไป และทำสถิติยิงในทีมชาติสูงสุดที่สุดเท่า อาลี ดาอี
ส่วนเวลาที่เหลือทั้งสองทีมก็ยังสู้กันได้อย่างยอดเยี่ยม สมกับเป็นบิ๊กแมตช์ที่หลายคนรอคอย เอาไป 10/10 เชื่อว่าคนที่ได้ดูน่าจะประทับใจกว่าเกมที่ทีมชาติอังกฤษ ลงเล่นค่อนข้างเยอะ แม้จะจบลงด้วยผลเสมอ แต่ทั้งคู่ก็จูงมือกันเข้ารอบครับ
4. เยอรมัน พบ ฮังการี
แม้ ฮังการี จะโดนมองว่าเป็นทีมแจกแต้มประจำกลุ่ม เพราะหากเทียบคุณภาพกับเพื่อนร่วมกลุ่มที่เหลือ ถือว่าช่างห่างไกลจริงๆ แต่สองนัดที่ผ่านมา พวกเค้าก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพร้อมชนทุกทีม แม้เกมแรกที่แพ้ โปรตุเกส 0-3 แต่กว่าทาง ฝอยทอง จะมาได้ประตูแรก ก็ต้องรอถึงช่วงท้ายเกม แถมมาจากลูกแฉลบ
เกมนี้ เยอรมัน ยังต้องการแต้ม เพราะหากถึงขั้นแพ้จะตกรอบทันที ซึ่งเริ่มเกมมา เยอรมัน งานเข้าอย่างรวดเร็ว หลัง โรลันด์ ซาไล โหม่งให้ ฮังการี ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังจากนั้น เยอรมัน ต้องเร่งเกียร์บุกยิ่งกว่าเดิม แต่เข้าทาง ฮังการี ที่รายการนี้วัดใจเน้นรับทุกเกม และก็สามารถต้านทานเกมบุกของ อินทรีเหล็ก ได้สบาย
ก่อนที่ในช่วงครึ่งหลัง เยอรมัน จะมาประสบความสำเร็จในการตีเสมอ จากการแจกโชคของ ปีเตอร์ส กูลัคซี่ และเป็น ไค ฮาเวิร์ตซ์ ได้โหม่งลูกปิดท้ายจ่อๆ จากการโหม่งตั้งมาของ มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ อย่างไรก็ตามอีกอึดใจเดียว ทาง ฮังการี ก็มาขึ้นนำอีกครั้ง จาก อันดราช แชเฟอร์
เข้าสู่ช่วงท้ายเกม ทาง อินทรีเหล็ก ที่ต้องพยายามทำประตูตีเสมอ ยังหาจังหวะเจาะแทบไม่ได้เลย จนมาได้ประตูตีเสมอในที่สุดจากจังหวะซ้ำดาบสองของ เลออน โกเร็ทซ์ก้า บริเวณจุดโทษ ทำให้เยอรมันเอาตัวรอดจากความพ่ายแพ้ไปได้แบบหวุดหวิด
น่าเสียดายแทน ฮังการี เพราะเกมนี้พวกเค้าเล่นได้ตามแท็คติกของตัวเองแล้ว แม้จะพลาดเสียประตูไปลูกนึงจากความผิดพลาดส่วนบุคคลของ กูลัคซี่ ก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเจ้าตัวช่วยเซฟชีวิตของ ฮังการี มาไม่รู้กี่ครั้งแต่กี่ครั้งใน 3 เกมนี้
สรุปสถานการณ์ ฟุตบอลยูโร 2020 วันที่สิบสาม
เริ่มจากกลุ่มอี กลายเป็น สวีเดน ที่ไร้พ่าย เก็บได้ 7 แต้ม เข้ารอบเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม ส่วนผู้แพ้อย่าง โปแลนด์ เก็บได้แต้มเดียวจาก 3 นัดตกรอบไปแบบไม่ได้ลุ้นอะไร ส่วนทาง สโลวาเกีย ที่มาซวยเจอ สเปน ในนัดสุดท้าย ในขณะที่ กระทิงดุ เหมือนเก็บกดมาจากสองนัดแรก ทำให้พวกเค้าโดนถล่มไป 0-5 แม้จะจบอันดับสาม แต่ก็เป็นอันดับสามที่ห่วยที่สุด เพราะประตูได้เสีย -5
ด้าน สเปน ที่ชนะ สโลวาเกีย 5-0 จบเพียงอันดับสอง เพราะสองนัดแรกทำงามหน้าไว้ โดยพวกเขาจะเข้ารอบไปเจอกับ อันดับสองของกลุ่มดี อย่าง โครเอเชีย ด้านแชมป์กลุ่มอย่าง สวีเดน จะเข้ารอบไปเจอกับ ยูเครน ที่เข้ารอบมาในฐานะอันดับสาม ของกลุ่มซี
ด้านกลุ่มสุดท้ายอย่างกลุ่มเอฟ ทาง ฝรั่งเศส กับ โปรตุเกส ที่เสมอกัน 2-2 จูงมือกันเข้ารอบ ยิ่งเกมอีกคู่ผลเป็นใจทำให้ ฝรั่งเศส จบในตำแหน่งแชมป์กลุ่ม จะเข้ารอบไปเจอกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เข้ารอบมาเป็นอันดับสามของกลุ่มเอ ส่วน โปรตุเกส จะเข้าไปเจอของแข็งอย่าง เบลเยี่ยม ที่เป็นแชมป์กลุ่มบี
ส่วน เยอรมัน ที่โกงตายมาได้ จบเพียงอันดับสอง ทำให้พวกเขาจะเข้ารอบไปเจอกับ อังกฤษ ที่เป็นแชมป์กลุ่มดี โดยทั้งสองทีมใครผ่านไปรอบ 8 ทีมได้ โอกาสถึงรอบชิงมีสูงมาก ส่วน ฮังการี ที่พยายามได้ดีแล้วจบอันดับบ๊วยของกลุ่ม เป็นทีมเดียวจากกลุ่มเอฟ ที่ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้
แฟนบอลโปรไลเซนส์
