เก่งหลังเกม วันนี้กลับมาพบกับเกม ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2020 ซึ่งเมื่อคืนก็มีเกม บอลยูโร วันที่สิบสี่ ลงเล่นกันไปสองคู่ ซึ่งเป็นเกมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายสองคู่แรกของรายการ โดยเป็นเกมระหว่าง เวลส์ รองแชมป์กลุ่มเอ พบกับ เดนมาร์ก รองแชมป์กลุ่มบี และ อิตาลี แชมป์กลุ่มเอ พบกับ ออสเตรีย รองแชมป์กลุ่มซี
วันนี้ทีมงาน kickoff88 จะมาพาเพื่อนๆ วิเคราะห์บอลไปด้วยกันเช่นเคย พร้อมกับสรุปผลและสถานการณ์ของทั้งสองเกมที่แข่งขันกันไปเมื่อคืน
วิเคราะห์ฟุตบอล บอลยูโร วันที่สิบสี่ รอบ 16 ทีมสุดท้าย
ฟุตบอลยูโร รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่แรก เวลส์ พบ เดนมาร์ก
ต้องบอกว่าทาง โคนม ที่เหมือนจะโคม่าจนเกือบตกรอบแรก ทำได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ ตลอดทั้งเกมพวกเค้ากลายเป็นบอลได้ใจ หลังจากที่เสีย อีริคเซ่น ที่หมดสติระหว่างเกมในนัดเปิดสนาม ซึ่งแม้เกมแรกจะแพ้ ฟินแลนด์ แบบค่อนข้างช็อค 0-1 แต่จากหลังนั้นพวกเค้ากลับสู่ฟอร์มเก่งได้อย่างรวดเร็ว
เริ่มจากเกือบชนะ เบลเยี่ยม ในนัดที่สอง ก่อนที่นัดสุดท้ายจะชนะ รัสเซีย 4-1 กระโดดขึ้นมาจบอันดับช็อคแบบปาฏิหารย์ ส่วน เวลส์ ที่ฟอร์มกระท่อนกระแท่นในรอบแรก อาศัยโชคในหลายๆ ครั้ง ถึงจบอันดับสองของกลุ่มมาได้ เพราะเอาเข้าจริงๆ ฟอร์มการเล่นนั้นสู้คู่แข่งแทบไม่ได้เลย
เกมนี้ก็เป็นทาง เดนมาร์ก ก็เหนือกว่าตามภาพการณ์ แม้ช่วงแรกจะเป็นทาง เวลส์ มีโอกาสขึงเกมรุกเข้าใส่ก็ตาม แต่ก็มาโดน แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก แข้งวันเดอร์คิดที่เพิ่งจะได้โอกาสออกสตาร์ทตัวจริง ทำสองประตูจากลูกยิงไกลสุดสวย บวกกับรับส้มหล่นจาก เนโก วิลเลียมส์ ในช่วงต้นครึ่งหลังอีกลูกนึง
แม้ทาง มังกรแดง จะพยายามทวงประตูคืน แต่ต้องบอกว่า เดนมาร์ก ชุดนี้มีแนวรับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ทั้ง ซิมง เคียร์ กับ ยานนิค เวสเทอร์การ์ด ที่แบกแผงหลังในสโมสร กับ อันเดรส คริสเตนเซ่น ที่เล่นได้ดียามที่ เชลซี ไม่มี ติอาโก้ ซิลวา ไหนจะผู้รักษาประตูอย่าง แคสเปอร์ ชไมเคิล ทำให้ทุกอย่างดูมั่นใจเข้าไปใหญ่
จนกลายเป็นว่าแนวรุกของ เวลส์ ทำอะไรได้ไม่ถนัดนัก เพราะนอกจากความเร็วกับการเล่นลูกฉาบฉวย พวกเค้าดูจะไม่มีแผนการเข้าทำที่เฉียบๆ เลย พอมาเจอทีมที่แพ็คเกมรับ ก็กลายเป็นทำอะไรไม่เป็น และในช่วงท้ายเกมยังมาโดนรัวๆ แต่ เดนมาร์ก ไม่ค่อยคมเท่าไหร่ในช่วงแรก
แต่เมื่อมันเป็นบอลทัวร์นาเม้นต์รอบน็อคเอ้าท์ ทาง เวลส์ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเปิดเกมรุกหวังทวงประตูคืน และก็เป็นการเปิดโอกาสให้ เดนมาร์ก ได้สวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมาทำอีกสองประตูเพิ่มได้ในช่วงท้ายเกม ทำให้หลายๆ คนมอง เดนมาร์ก ชุดนี้เหมือนกับชุดที่สร้างตำนานม้ามืด คว้าแชมป์ยูโร 1992
ฟุตบอลยูโร รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่ที่สอง อิตาลี พบ ออสเตรีย
คู่นี้ก่อนเกม หลายคนให้ อิตาลี เหนือกว่าพอสมควร เนื่องจากฟอร์มในรอบแบ่งกลุ่มค่อนข้างร้อนแรง ชนะทุกนัดแถมไม่เสียซักประตู แถมยังได้พักมากกว่าชาวบ้านเพราะอยู่ในกลุ่มเอ หนำซ้ำยังพักตัวหลักยกทีมในนัดสุดท้าย เพราะการันตีการเข้ารอบตั้งแต่สองนัดแรกแล้ว
ส่วน ออสเตรีย กว่าจะผ่านมาเล่นรอบสองต้องบดกับ ยูเครน ในนัดสุดท้าย แต่ฟอร์มการเล่นของพวกเค้าก็ไม่ธรรมดา สามารถสู้ได้กับทุกทีมแบบไม่เป็นรอง จะมีจุดอ่อนในเกมรุกเท่านั้น ที่ขาดสตาร์ที่เชื่อใจได้ โดยกองหน้าตัวเป้าของพวกเค้ายังคงจะต้องใช้ มาร์โก อาร์เนาโตวิช ที่เริ่มหมดสภาพแล้ว
แต่พอเล่นเข้าจริง ออสเตรีย อย่างที่เรียนให้ทราบว่าเล่นได้ไม่เป็นรองใครเลย เกมนี้ทำเอา อิตาลี เล่นลำบากสุดๆ แม้ทางฝั่งแชมป์โลกสี่สมัย จะเป็นฝ่ายหาจังหวะเข้าทำได้จะแจ้งมากกว่าก็ตาม และฝ่ายที่ส่งบอลเข้าไปกองที่ตาข่ายได้ก่อนก็เป็นทางฝั่ง ออสเตรีย ที่มาดีจริงๆ ใจเจ้ากรรมดันโดน VAR จับล้ำหน้าอย่างน่าเสียดาย
ก่อนที่ 90 นาทีจะจบลงด้วยผลเสมอ 0-0 ทำให้ต้องเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษเป็นคู่แรกของรายการอีกด้วย ซึ่งในช่วงต่อเวลา เป็นทาง เฟเดริโก้ คิเอซ่า ที่ดูจะได้โอกาสลุ้นมากกว่าเพื่อน ก็มาได้ประตูจากการแก้ลูกครอสจากเพื่อน แต่พอดีทาง คอนราด ไลเมอร์ เข้าพรวด ทาง คิเอซ่า เลยเกี่ยวเข้าซ้ายซัดเต็มข้อเข้าประตูไป
และก่อนจะหมดช่วงต่อเวลาครึ่งแรก อิตาลี มาหนีไปเป็น 2-0 จากลูกยิงด้วยซ้ายของ มัตเตโอ เปสซิน่า อีกหนึ่งตัวสำรองที่ลงมาเช่นเดียวกับทาง คิเอซ่า อย่างไรก็ตามในครึ่งหลัง ทาง ออสเตรีย ตั้งสติมาเปิดเกมรุกใส่ มีโอกาสจบค่อนข้างเยอะถึงเยอะมาก แต่ดันทำไม่ได้เลย ทั้งติดเซฟ ทั้งชนเชา ทั้งยิงจ่อๆ ข้ามคาน
ก่อนที่จะมาได้ประตูตีเสมอในช่วง 5 นาทีก่อนหมดเวลาจากลูกเตะมุม ซึ่งหลังจากนั้นก็ถือว่ายังมีโอกาสแต่ทำไม่ได้เอง สุดท้ายก็เป็นทาง อิตาลี ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นทีมที่สองต่อจาก เดนมาร์ก ซึ่งพวกเค้าจะไปรอเจอผู้ชนะระหว่าง เบลเยี่ยม และ โปรตุเกส ส่วนทาง ออสเตรีย ต้องไปแก้ไขเรื่องแนวรุกของพวกเค้า เพราะตำแหน่งอื่นๆ ก็ถือว่าดีหมดแล้ว
แฟนบอลโปรไลเซนส์
