บอลยูโร วันที่สิบหก

บอลยูโร วันที่สิบหก มีเกมลงแข่งขันกันสองเกมเช่นเคย โดยวันนี้ เก่งหลังเกม จะพาเพื่อนๆ ไปคุยเกี่ยวกับ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ทั้งสองคู่ที่ลงแข่งกันไปเมื่อคืน โดยจะเป็นเกมระหว่าง โครเอเชีย รองแชมป์กลุ่มดี พบกับ สเปน รองแชมป์กลุ่มอี และ ฝรั่งเศส แชมป์กลุ่มเอฟ พบกับ สวิตเซอร์แลนด์ อันดับสามของกลุ่มเอ

วันนี้ทีมงาน kickoff88 จะมาพาเพื่อนๆ ไปตะลุยกับเกม ยูโร รอบ 16 ทีมสุดท้าย ทั้งสองคู่ ซึ่งต้องบอกว่าทั้งสองคู่ที่แข่งไปเมื่อคืนนั้นเป็นบอลระดับ 5 ดาว ทั้งสองคู่จริงๆ

วิเคราะห์ฟุตบอล บอลยูโร วันที่สิบหก รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ฟุตบอลยูโร รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่ที่ห้า โครเอเชีย พบ สเปน

แม้ก่อนเกมต้องยอมรับว่า โครเอเชีย เป็นรองทาง สเปน อยู่พอสมควร แต่ กระทิงดุ ในปัจจุบันก็ไม่ได้ไร้เทียมทานเหมือนเมื่อซัก 10 ปีก่อน ส่วนทาง ตราหมากรุก ต้องยอมรับว่าตัวหลักยังเป็นชุดเดิมๆ จากชุดรองแชมป์โลก ซึ่งหลายคนอายุค่อนข้างเยอะแล้ว

หนึ่งปัญหาเหมือนๆ กันของทั้งคู่ก่อนเตะคือความเฉียบคมในเกมรุก แต่ไม่ใช่กับเกมนัดนี้ครับ เพราะพวกเค้ายิงรวมกันได้ถึง 8 ประตู ซึ่งก็มาจากสไตล์ของทั้งสองทีมที่ไม่เน้นรับกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะแผงมิดฟิลด์ของทั้งสองทีม ทั้งเพลสซิ่งเกมรับได้ดี แถมยังสร้างสรรค์เกมบุกได้อย่างยอดเยี่ยม

แม้ในช่วงแรง สเปน จะมาดีกว่า แต่ทีมที่ขึ้นนำกลับเป็น โครเอเชีย จากลูกคืนหลังของ เปดรี้ ที่ทั้งโค้งทั้งแรง จน อูไน ซิมอน จับอยู่ บอลเข้าประตูตัวเองเสียอย่างนั้น จริงๆ แล้วนักฟุตบอลอาชีพ น่าจะได้การปลูกฝังเรื่องการส่งคืนหลัง ว่าไม่ใช่ส่งไปตรงกรอบ เพื่อระวังเหตุการณ์แบบนี้ อาจจะด้วยเจ้าตัวยังประสบการณ์ไม่เยอะ โดยเฉพาะในเกมกดดันแบบนี้

ดีที่พวกเค้ามาตีเสมอได้ค่อนข้างเร็ว จากการพยายามเข้าทำอยู่ซักพัก โดยชุดที่ได้ประตูมาจาก ปาโบล ซาราเบีย ที่ย้ายจากฝั่งซ้ายมาเล่นฝั่งขวาที่ตัวเองถนัดได้แปปเดียว ซึ่งมีนัยยะสำคัญเหมือนกัน สำหรับพวกปีกกึ่งหน้า ที่ต้องเขียนในฝั่งที่ได้ตัดเข้าใน ถ้าให้เห็นภาพก็อย่าง ซาลาห์ หรือ ร็อบเบน อะไรแบบนี้ครับ

เริ่มครึ่งหลังมา สเปน ก็ยังดีกว่า และมาได้ประตูเพิ่มอีกสองประตู จนหนีไป 3-1 ซึ่งหลังจากพวกเค้าเปลี่ยนผู้เล่นออกถึงสองราย ทำเอาพวกเค้าเสียกระบวนไปเหมือนกัน เพราะเป็นสองนักเตะที่มีผลต่อเกมรับ และก็เป็นทาง โครแอต ที่มาตีเสมอได้ในช่วงท้ายเกม จากการโถมแหลกในช่วงท้าย

ซึ่งทั้งสองประตู เปา ตอร์เรส ตัวสำรองที่ลงมาในช่วงครึ่งหลังมีส่วนทั้งสองประตู ทั้งปล่อยให้คู่แข่งเลี้ยงผ่านไปง่ายๆ ลูกสุดท้ายก็โดนวิ่งมาโหม่งตัดหน้า เรียกว่าฟอร์มของเจ้าตัวในรายการนี้ ทำเอาราคาตกไปพอสมควร หลังโชว์ฟอร์มได้อย่างเฉียบใน ยูโรป้า กับต้นสังกัดอย่าง บียาร์เรอัล

ดีที่ช่วงทดเวลาพิเศษ สเปน ดูคึกกว่า ฟิตกว่า และผลจาการที่ โครเอเชีย เร่งตีเสมอในช่วงท้ายครึ่งหลัง ทำเอา กระทิงดุ ค่อนข้างได้เปรียบ และเป็นฝ่ายได้ประตูเพิ่มอีกสองประตู สุดท้ายก็จบผลด้วยการที่ สเปน เอาชนะไป 5-3 ทำให้รองแชมป์โลก ต้องหยุดเส้นทางใน ยูโร 2020 ไว้เพียงเท่านั้น

ดูแล้วน่าเป็นห่วงทาง ตราหมากรุก ที่เลือดใหม่ๆ ยังไม่มีใครมีแววที่จะขึ้นมาทดแทนตัวหลักของพวกเค้าได้เลย ส่วนทาง สเปน ยังคงใช้โอกาสเปลืองเกินไป หากเจอทีมคมๆ พวกเค้าน่าจะเกมโอเวอร์ไปแล้ว ดังนั้นเป็นการบ้านให้พวกเค้าต้องแก้ไขในรอบต่อไป

ฟุตบอลยูโร รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่ที่หก ฝรั่งเศส พบ สวิตเซอร์แลนด์

แม้ทางแชมป์โลกจะเป็นเต็งหนึ่งของรายการ แต่ฟอร์มในรอบแบ่งกลุ่มของพวกเค้าค่อนข้างน่าผิดหวัง ส่วนแดนนาฬิกา แม้จะเข้ารอบมาแบบหืดขึ้นคอ แต่จากฟอร์มการเล่น บอกเลยว่าพวกเค้าสู้ได้กับทุกทีม ยิ่งหากยกระดับเกมรุกได้ พวกเค้าพร้อมลุ้นแชมป์เต็มตัว

เริ่มเกมมาเป็นฝั่ง ตราไก่ พยายามบุกอย่างหนักเพื่อเอาประตูขึ้นนำ แต่ยังไม่มีโอกาสมากนัก ใจเจ้ากรรมดันเป็น สวิตเซอร์แลนด์ ขึ้นนำไปก่อนจากลูกโหม่งของ เซเฟโรวิช ที่ฟอร์มไม่เอาอ่าวในรอบแบ่งกลุ่ม โดยคนที่พลาดอย่างชัดเจนคือ เคลม็องต์ ล็องช์เล่ต์ ที่ไม่ได้ขึ้นเทคโหม่ง ต้องรับไปเต็มๆ

ต้องบอกก่อนว่า กองหลังของ ฝรั่งเศส เป็นจุดอ่อนของทีมชุดนี้ เพราะพูดกันต้องๆ พวกเค้าไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนตอนมี ราฟาเอล วาราน จับคู่กับ ซามูเอล อูมติตี้ ที่สมัยได้แชมป์โลก ทั้งสองคนนี้กำลังอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเอง แบบที่ วาราน ตอนนี้ บวกกับ ล็องช์เล่ต์ และ คิมเพมเบ้ นั้นยังห่างไกล

จนจบครึ่งแรก แม้จะได้บุกเยอะ แต่ก็ไม่ค่อยมีโอกาสจบสกอร์เท่าไหร่ ทำให้จบครึ่งแรกพวกเค้ายังเป็นรอง โดยในช่วงพักครึ่ง เดช็อง แก้เกมโดยการส่ง คิงสลีย์ โกม็อง ลงแทนบ่ออย่าง ล็องช์เล่ต์ แต่กลายเป็น สวิตเซอร์แลนด์ มาได้จุดโทษ จากจังหวะที่โดน VAR เช็คย้อนหลัง

เรียกว่าดราม่ากันให้พอหลัง ริคาร์โด้ โรดริเกวซ ดันยิงไม่เข้า และหลังจากนั้นอีกไม่ถึง 5 นาที ฝรั่งเศส มาได้ประตูตีเสมอและแซงนำจาก คาริม เบนเซม่า ซึ่งมาจากการเล่นรวมกันของสามแนวรุก ซึ่งจากครึ่งแรกไม่ค่อยมีให้เห็น เพราะแต่ละคนเล่นแบบตัวใครตัวมัน

และปฎิเสธไม่ได้ว่าการเซฟจุดโทษของ ยอริส เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พาพวกเค้ากลับสู่เกมของตัวเองได้ และทาง ตราไก่ ก็มาได้ประตูหนีห่างเป็น 3-1 จากการปั่นสุดสวยของ ป๊อกบา เรียกได้ว่าเพราะความมั่นใจล้วนๆ เลยยิงลูกสวยงามขนาดนี้ได้ ในขณะที่เกมเหลืออีกเพียง 15 นาที ใครๆ ก็คิดว่าทาง ฝรั่งเศส คงจะผ่านเข้ารอบแน่ๆ

แต่ในช่วงท้ายเกม วาราน เอาบ้างแล้ว โดนทาง เซเฟโรวิช โฉบตัดหน้ามาโหม่งให้ สวิตเซอร์แลนด์ ไล่ขึ้นมา และอีก 3 นาทีต่อมา สวิตเซอรแ์แลนด์ มายิงเพิ่มได้ ยังดีที่ VAR จับล้ำหน้า เซฟชีวิตของ ฝรั่งเศส ไว้ เรียกได้ว่าจังหวะนี้ก็ไม่มีอะไรแน่นอนอีกแล้ว

อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายทีสุดท้าย ทาง มาริโอ กาฟราโนวิช ที่โดนจับล้ำหน้าไปเมื่อซักครู่ มายิงสุดสวยให้ สวิส ตีเสมอ จากจังหวะวิ่งสอดขึ้นมา แล้วแตะหลบ คิมเพมเบ้ เสียหมา แล้วยิงเสียบมุมเข้าไป จังหวะนี้ VAR ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะใสกิ๊งเลยทีเดียว ก่อนจะหมดเวลา โกม็อง ได้พักแล้วยิง แต่บอลไปชนคานอย่างน่าเสีย

ช่วงต่อเวลาพิเศษเป็นฝั่ง ฝรั่งเศส ที่ดูจะหาจังหวะจบได้เป็นชิ้นเป็นอันมากกว่า แต่ความเฉียบคมในรายการนี้ของพวกเค้าติดลบจริงๆ ทำให้เกมนี้จบ 120 นาทีด้วยการเสมอกัน 3-3 ต้องยิงจุดโทษหาผู้ชนะเป็นคู่แรกของรายการ และเป็นทาง คีเลียน เอ็มบัปเป้ ที่เป็นคนเดียวที่ยิงพลาดใน 10 คนแรก ทำให้ทางฝั่ง สวิตเซอร์แลนด์ คว้าชัยไปแบบพลิกล็อคนิดๆ

เกมนี้ ฝรั่งเศส ไม่ต้องโทษใครอื่นนอกจากตัวเอง ในรายการนี้แนวรุกของพวกเค้ายิงทิ้งยิงขว้างกันมากเกินไป โดยเฉพาะ น้องเป้ ที่ยิงไม่ได้ซักประตู แม้กระทั่งช่วงดวลจุดโทษ ส่วนกองหลังก็ต้องรับไปเต็มๆ หลังสามตัวจริงในเกมนี้พลาดไปคนละลูก ส่วน สวิตเซอร์แลนด์ พวกเค้ามักทำได้ดีในบอลทัวร์นาเม้นต์อยู่แล้ว ที่สำคัญการดวลจุดโทษวัดกันที่ใจล้วนๆ พวกทีมชื่อชั้นดีกว่ามักจะเสร็จพวกมวยรองอยู่บ่อยๆ

เพราะเรื่องการยิงจุดโทษ ชื่อเสียงหรือชื่อชั้นไม่เกี่ยว ยิ่งบอลรองอย่างคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย ใจมันมากว่าพวกที่ต้องชนะเท่านั้น จนกดดันตัวเองแน่นอน

แฟนบอลโปรไลนเซนส์

By KICKOFF

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *