บอลยูโร วันที่สิบเจ็ด ยังอยู่กับเกม ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยเมื่อคืนมีเกมลงเล่นอีก 2 คู่ ซึ่งถือเป็นการปิดท้ายรอบ 16 ทีม อย่างเป็นทางการ ทำให้พวกเราได้ 8 ทีมสุดท้ายที่จะชิงชัยความเป็นเจ้ายุโรปกันแล้ว ซึ่งเมื่อคืนสองคู่ที่ลงเตะก็ได้แก่ อังกฤษ ทีมแชมป์กลุ่มดี พบกับ เยอรมัน รองแชมป์กลุ่มเอฟ และอีกคู่ สวีเดน แชมป์กลุ่มอี พบกับ ยูเครน อันดับสามของกลุ่มซี
ซึ่งทีมงาน kickoff88 จะมาชวนเพื่อนๆ คุยกับฟุตบอลสองคู่ที่ลงเตะกันไปเมื่อคืน เหมือนเช่นเคย โดยพวกเราจะได้เห็นหน้าตาของรอบ 8 ทีมสุดท้าย รวมถึงได้เห็นลางๆ ถึงตัวเต็งที่จะเข้าชิงแล้ว
วิเคราะห์ฟุตบอล บอลยูโร วันที่สิบเจ็ด รอบ 16 ทีมสุดท้าย
ฟุตบอลยูโร รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่ที่เจ็ด อังกฤษ พบ เยอรมัน
คู่แรกเริ่มกันที่เกมบิ๊กแมตช์ ฝั่ง อังกฤษ พวกเค้ายังไม่เสียซักประตู เนื่องจากรายการนี้เน้นผู้เล่นที่เล่นเกมรับได้ดีไว้ก่อน โดยใช้ชุดเดิมจากเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม แต่มีการปรับมาเล่นหลังสาม โดยใช้ ไคล์ วอล์คเกอร์ เล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็คฝั่งขวา
ส่วน เยอรมัน ตัดสินใจส่ง ติโม แวร์เนอร์ ลงหน้าเป้า กะเอาความเร็วมาเล่นกับแนวรับของอังกฤษ และ เลออน โกเร็ตซ์ก้า ได้โอกาสลงตัวจริงแทน อิลคาย กุนโดกัน ทำให้ฟอร์เมชั่นของทั้งสองทีม ถือว่าคล้ายกันมากๆ
ช่วงต้นเกมแม้ทาง เยอรมัน จะครองบอลได้ดีกว่า แต่ฝ่ายที่มีโอกาสใกล้เคียงกับเป็น อังกฤษ เนื่องจากสไตล์ตั้งรับเต็มตัว แบบขอไม่เสียไว้ก่อน ค่อนข้างใช้ได้ผลกับการเจอบอลที่พยายามเซ็ตเกมบุกเข้าใส่ หากเป็นทีมในระดับเดียวกัน ฝ่ายตั้งรับจะค่อนข้างได้เปรียบครับ
สิ่งหนึ่งที่ โยอาคิม เลิฟ ตัดสินใจผิดพลาด คือการส่ง แวร์เนอร์ ลงตัวจริง เพราะเจ้าตัวทำให้เห็นว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในสนาม ตัวเค้าเองไม่มีอิมแพ็คกับเกมบุกของ เยอรมัน แม้แต่น้อย แม้จะพอหาโอกาสยิงได้บ้าง แต่โดยรวมแล้วไม่น่าประทับใจ
เพราะการเอากองหน้าเร็วๆ มาเจอกับที่เน้นตั้งรับแล้วหลังไม่ลอย ถือว่าลดประสิทธิภาพของผู้เล่นสไตล์นี้ไปในตัวอยู่แล้ว บวกกับผลงานของ แวร์เนอร์ ในการยืนหน้าเป้าของ เยอรมัน ไม่เคยทำผลงานได้น่าประทับใจอยู่แล้ว กลับกัน ตัวที่ทะลวงดีๆ และเลี้ยงกินตัวได้อย่าง เลรอย ซาเน่ และ แซร์จ กนาบรี้ ต้องนั่งอยู่ข้างสนามทั้งคู่
เริ่มครึ่งหลังถึงจะเริ่มสนุกหน่อย เพราะเกมดูจะเปิดมาขึ้นทีละนิด จนทั้งสองทีมเริ่มเปลี่ยนตัวสำรองลงในช่วง 20 นาทีสุดท้าย อันเป็นสัญญาณของความต้องการประตู ซึ่งหมากของ อังกฤษ ดูจะได้ผลกว่า เพราะตัวสำรองอย่าง แจ็ค เกรียลิช ที่เป็นจุดเริ่มต้นของประตูขึ้นนำ
โดยเป็นทาง ราฮีม สเตอร์ลิง เข้าชาจลูกเปิดขอ ลุค ชอว์ จ่อๆ พาอังกฤษขึ้นนำไปก่อน และเป็นประตูที่สามของ เสี่ยริ่ง และ อังกฤษ ในรายการนี้อีกด้วย ซึ่งไม่กี่อึดใจถัดมา สเตอร์ลิง ดันไปส่งคืนหลังพลาด แจกโชคให้กับ เยอรมัน และเป็นทาง โธมัส มุลเลอร์ ที่มีโอกาสหลุดไปเดี่ยวๆ แต่ยิงถากเสาไปนิดเดียว
ก่อนที่สุดท้ายจะเป็น เกรียลิช ที่เปิดลูกแอสซิสต์ให้ แฮร์รี่ เคน โหม่งจอๆ เป็นประตูแรกในรายการของกัปตันทีมชาติอังกฤษในรายการนี้ ก่อนที่ช่วงเวลาที่เหลือจะไม่มีใครทำประตูกันได้ ทาง อังกฤษ เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ และมีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะเข้าไปถึงรอบชิง
ส่วนเส้นทางของ เยอรมัน ก็ต้องสิ้นสุดลง พร้อมกับตำแหน่ง บุนเดสเทรนเนอร์ ของ เลิฟ ที่ในอนาคต ฮันส์ ดีเทอร์ ฟลิค จะเข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งบอกได้เลยว่า แผนหลังสามของ เยอรมัน ในรายการนี้คือจุดอ่อนอย่างใหญ่หลวง เพราะสามเซ็นเตอร์ของพวกเค้าไม่มีทีมเวิร์คเลยแม้แต่น้อย
หลายครั้งการคัฟเวอร์ตำแหน่งของกันและกันยังทำได้ไม่มี หลายครั้งจึงเปิดโอกาสให้คู่แข่งมีโอกาสทำประตูได้แบบจ่อๆ หากไม่มีผู้รักษาประตูอย่าง มานูเอล นอยเออร์ พวกเค้าอาจจะต้องพับเสื่อกลับบ้านตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มแล้วก็ได้
ส่วน สิงโตคำราม แม้จะถูกตั้งคำถามกับการจัดตัวผู้เล่น แถมเน้นการเล่นเกมรับมากเกินไป แต่การได้ผลลัพธ์ที่ดียังคงทำให้หลายคนมองข้าม สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญของแผน เซาท์เกต คือคู่กองกลางที่วิ่งกันเป็นม้า จะมีส่วนกับทีมทั้งยามเล่นเกมรับและเกมรุก
บททดสอบเดียวที่พวกเค้าต้องพิสูจน์ คือหากถูกคู่แข่งนำไปก่อน พวกเขาจะเล่นกันอย่างไร ซึ่งทางแก้ที่ดีที่สุดก็อย่างที่ว่า คือการที่ขอไม่เสียประตูไว้ก่อน เหมือนกับที่แนวรับพวกเค้า เล่นงานเกมรุกของ เยอรมัน จนทำอะไรไม่ได้นั่นเอง
ฟุตบอลยูโร รอบ 16 ทีมสุดท้าย คู่ที่แปด สวีเดน พบ ยูเครน
คู่นี้ทรงบอลก่อนเกม ต้องบอกว่า สวีเดน ค่อนข้างได้เปรียบ เพราะผลงานในรอบแบ่งกลุ่มดีเหลือเกิน แท็คติกก็เข้ากับผู้เล่นที่มี และน่าจะทำได้ดีกับทีมในระดับเดียวกัน ส่วนทาง ยูเครน ต้องถือว่าโชคดีที่ผ่านเข้ามาเล่นรอบนี้ได้ หน้าก็ไม่ดี หลังแย่ ทีมเดียวที่พวกเค้าเก็บแต้มได้ คือทีมแจกแต้มอย่าง มาซิโดเนียเหนือ
เริ่มเกมมาเป็นทาง สวีเดน ที่ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย แต่ฝั่งที่ได้จบเน้นๆ เป็นทาง ยูเครน และก็มาได้ประตูขึ้นนำค่อนข้างเร็ว จากการสวิตบอลข้ามฝั่ง และเป็นทาง โอเล็กซานเดอร์ ชินเชนโก้ ที่เติมมาหวดเต็มข้อ ให้ ยูเครน ออกนำไปก่อนในครึ่งแรกก่อนที่ฝั่ง สวีเดน จะมาตีเสมอได้ในช่วงท้ายครึ่งแรก จากลูกยิงแฉลบของ เอมิล ฟอร์สเบิร์ก
ครึ่งหลังถือว่าเป็นเกมเปิดพอสมควร ทั้งสองทีมหาโอกาสทำประตูกันเพิ่มได้ทั้งคู่ ผิดกับที่คาดไว้ว่า สวีเดน จะมารับแล้วรอสวนกลับจากแนวรุกคล่องๆ ที่ตัวเองมีเหนือกว่า น่าเสียดายที่ทำประตูเพิ่มไม่ได้ ทั้งๆ ที่มีโอกาสใกล้เคียงอยู่หลายหน
และพอตัวเองผ่อนเกมลง เลยกลายเป็นทาง ยูเครน ได้กลับครองเกมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้มีโอกาสทำประตูมาก ทำให้สุดท้าย ทั้งสองทีมเสมอกันใน 90 นาที 1-1 ทั้งๆ ที่น่าจะมีสกอร์เกิดขึ้นเยอะกว่านี้ จุดนี้อาจจะเรียกว่าเป็นความต่างของทีมใหญ่ๆ กับทีมรองลงมา ก็ได้ครับ สำหรับคุณภาพในการจบสกอร์
ในช่วงต่อเวลาพิเศษ พี่ล้าน เซ็นเตอร์ตัวจริงของทางสวีเดน ที่ปกติจะเป็นคนป้องกันลูกโด่งให้ทีมมาตลอด กันไปเสียบสูง เปิดปุ่มไปกระแทกหัวเข่าของคู่แข่ง จนตัวเองโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม จริงๆ พอดูจากภาพช้าก็ถือว่าโชคร้ายอยู่
เพราะเจตนาคือสกัดบอลอย่างชัดเจน แต่ตอนที่เท้ากำลังจะตกสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วง ผู้เล่นของทาง ยูเครน ดันวิ่งสวนเข้ามาพอดี มันเลยเป็นการปะทะที่ดูอันตราย และ อาร์เตม เบเซดิน ที่เพิ่งลงมาเพียง 10 นาที ก็ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกเลยเช่นกัน
ตรงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ ด้วยเกมที่กำลังจะจบลงแบบไม่มีใครทำอะไรกันได้ เนื่องจากทั้งสองทีมดูจะเริ่มล้ากันแล้ว ฝั่ง ยูเครน ที่ผู้เล่นมากกว่าจำเป็นต้องบุก แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน ในขณะที่เกมกำลังจะดำเนินสู่ช่วงยิงจุดโทษชี้ขาด
ลูกครอสของ ชินเชนโก้ ดันมาเข้าหัวทาง อาร์เตม ดอฟบีค อีกหนึ่งตัวสำรองที่เพิ่งลงมาไม่นาน โหม่งเข้าประตูไป ซึ่งดูจากภาพช้า เป็นการครอสลงจุดระหว่างคู่เซ็นเตอร์ของทาง สวีเดน หนึ่งคือ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่เล่นลูกโด่งไม่ดี กับ มาร์คัส แดเนียลสัน ก็โดนไล่ออกไปแล้ว
ทำให้สุดท้าย กลายเป็น ยูเครน ที่กระท่อนกระแท่นมาตลอด ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเจอกับ อังกฤษ เสียอย่างนั้น ซึ่งปฎิเสธไม่ได้เลยว่าใบแดงนั้น เล่นเอา สวีเดน สูญเสียมากกว่าที่คิดจริงๆ
แฟนบอลโปรไลเซนส์
