มาพบกับ บทวิเคราะห์ฟุตบอล เก่งหลังเกม เป็นประจำทุกวัน ซึ่งเมื่อคืนเกม ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2020 ก็ลงเล่นเกมสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มไปอีก 2 กลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มบี สองคู่ คู่ระหว่าง รัสเซีย พบ เดนมาร์ก กับ ฟินแลนด์ พบ เบลเยี่ยม และเกมในกลุ่มซี สองคู่ คู่ระหว่าง มาร์ซิโดเนียเหนือ พบ ฮอลแลนด์ กับ ยูเครน พบ ออสเตรีย วันนี้ก็เลยจะมาชวนทุกท่าน วิเคราะห์ บอลยูโร วันที่สิบเอ็ด กันครับ
โดยทีมงาน kickoff88 ก็จะนำเพื่อนๆ มาสรุปผลหลังเกม รวมถึงวิเคราะห์ว่าฟุตบอลเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง และที่สำคัญจะมีบทสรุปสถานการณ์ของเกมในกลุ่มที่ได้ลงแข่งขันกันไปครับ
วิเคราะห์ฟุตบอล บอลยูโร วันที่สิบเอ็ด กลุ่มบี และ กลุ่มซี
1. มาซิโดเนียเหนือ พบ ฮอลแลนด์
คู่นี้แทบจะไม่มีผลใดๆ แล้ว เพราะทางฝั่ง มาร์ซิโดเนียเหนือ ตกรอบเรียบร้อยแล้ว ส่วนทาง ฮอลแลนด์ ก็เข้ารอบเรียบร้อย แต่หากคว้าซักแต้มนึงจะการันตีการเป็นแชมป์กลุ่มทันที โดยทั้งสองทีมจัดทัพที่ดีที่สุดลงสนามแบบไม่มีกั๊กเลย
เริ่มเกมมาเป็นทาง มาร์ซิโดเนียเหนือ ทำได้ดีกว่า และเกือบขึ้นนำสองครั้งติดๆ ครั้งแรกยิงเข้าประตูไปแต่โดนจับล้ำหน้า ส่วนจังหวะต่อมาดันไปแม่นเสา แถมมาเสียประตูในไม่กี่อึดใจถัดมา จากจังหวะที่ ดาลีย์ บลินด์ ไปเสียบ โกรัน ปานเดฟ ที่เตรียมอำลาทีมชาติ ทัพอัศวินสีส้มได้สวนกลับมา และเป็น เมมฟิส เดปาย แปเข้าไปอย่างงดงาม
ทางฝั่ง มาร์ซิโดเนียเหนือ ที่ตกรอบไปแล้วสู้ได้อย่างดี แต่ความต่างจากคุณภาพนั้นส่งผลเกินไป โดยเฉพาะในจังหวะตัดสินเกม เพราะโอกาสทั้งสองฝั่งพอๆ กัน แต่เป็นทาง ฮอลแลนด์ ที่จังหวะจบได้ลุ้นกว่า จนนำมาซึ่งประตูที่ 2 และ 3 จาก ไวจ์นัลดุม ที่เล่นทีมชาติเหมือนได้บัฟอะไรซักอย่าง ทำให้จบเกม อัศวินสีส้ม คว้าเพิ่มอีก 3 แต้ม จบรอบแบ่งกลุ่มแบบชนะรวด
ซึ่งก็ต้องบอกว่าผิดคาดนิดหน่อย เพราะจากในเกมแรก พวกเค้าดูทุลักทุเลพอสมควร กว่าจะเฉือนเอาชนะ ยูเครน มาได้ แต่หลังจากนั้นก็คว้าชัยมาแบบสวยๆ ต้องยอมรับว่าสาเหตุมาจากจังหวะจบของพวกเค้าดีกว่าคู่แข่งนั่นเอง ที่ต้องชมเป็นพิเศษคือ เดนเซล ดัมฟรีส์ ที่หากดูจากฟอร์มในรอบแบ่งกลุ่ม เป็นแบ็คขวาที่โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดในรายการ
2. ยูเครน พบ ออสเตรีย
ส่วนคู่นี้เป็นการตัดสินชะตาของทั้งคู่ โดยไม่ต้องวัดผลคู่อื่นๆ หากใครชนะได้เข้าอันดับสอง ส่วนทีมแพ้ต้องลุ้นผลกลุ่มอื่น และหากเสมอ จะเป็น ยูเครน ที่เข้ารอบจากการยิงประตูได้มากกว่านั่นเอง ส่วน ออสเตรีย ก็ยังมีโอกาสเข้ารอบในฐานะอันดับสามอยู่ครับ
แม้ในช่วงแรกจะเป็นทาง ยูเครน ที่ดีกว่านิดๆ แต่ดูจากทรงบอลแล้ว เป็นทาง ออสเตรีย ที่ดูมีอนาคตมากกว่าครับ และพวกเค้าก็มาได้ประตูขึ้นนำในช่วงนาทีที่ 20 จากจังหวะเตะมุมของ ดาวิด อลาบา และเป็น คริสตอฟ เบาม์การ์ทเนอร์ ที่ชิงเหลี่ยมเอาชนะ อิลิย่า ซาบาร์นยี่ จิ้มบอลเข้าประตูไป ก่อนที่เจ้าตัวจะเจ็บจนต้องเปลี่ยนตัวออกในอีก 10 นาทีถัดมา
เกมหลังจากนั้นก็เป็นทาง ออสเตรีย ที่ดีกว่าชัดเจน พวกเค้ามีโอกาสได้ลุ้นประตูสองอีกหลายครั้ง แต่ดันทำประตูเพิ่มไม่ได้ ก่อนที่จะจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้ ส่วนครึ่งหลังทาง ยูเครน ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย แทบจะไม่มีโอกาสจะๆ ในการลุ้นประตูตีเสมอ ทำให้จบเกมด้วยสกอร์เดิมจากครึ่งแรก ความซวยมาเยือน ยูเครน แล้ว
ต้องบอกว่าน่าเป็นห่วงสุดๆ สำหรับลูกทีมของ อังเดร เชฟเชนโก้ พวกเค้าแววออกมานานแล้ว หลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบคัดเลือก ก่อนจะฟอร์มรูดยาวตั้งแต่ เนชั่นส์ลีก จนมาถึงปัจจุบัน เกมรับที่เคยกลับมาดีในช่วงก่อนหน้านี้ก็ดันเสียประตูทุกนัด เกมรุกก็บูดไม่ฟื้น เรียกได้ว่าไร้ทรงได้เลย
3. ฟินแลนด์ พบ เบลเยี่ยม
ส่วนในกลุ่มบีนั้นบันเทิงสุดๆ เพราะทุกทีมนอกจาก เบลเยี่ยม สามารถเข้ารอบแลกตกรอบกันได้หมด โดยเกมนี้ทาง ฟินแลนด์ ซวยหน่อยที่ต้องมาเจอทีมเต็งอย่าง เบลเยี่ยม ที่แม้จะเข้ารอบไปแล้ว แต่พวกเค้าดูจะอยากชนะเพื่อให้ เดนมาร์ก เข้ารอบไปด้วยกันครับ
แม้ทาง เบลเยี่ยม จะเปลี่ยนตัวจริงจากนัดก่อนๆ หลายตำแหน่ง แต่ดูจากรายชื่อทำไมความน่ากลัวมันไม่ได้ลดลงไปเลย ซึ่งรูปเกมก็ตามคาดครับ ทาง ปีศาจแดง แห่งยุโรปขึงเกมรุกเข้าใส่ แต่ในช่วงแรกก็ยังไม่มีโอกาสจบจั๋งๆ มากนัก ก่อนที่ท้ายครึ่งแรกจะมีโอกาสใกล้เคียง 2-3 หน แต่ก็ยังไม่ได้ประตู
มาครึ่งหลังพวกเค้าเน้นมากขึ้น ทำให้โอกาสจบเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนทาง ฟินแลนด์ ที่นานทีปีหนจะมีโอกาสได้ลุ้นบ้างก็ยังทำไม่ได้ ก่อนที่ในท้ายสุด กำแพงของทัพฟินแลนด์แตก จากจังหวะ โธมัส แฟร์มาเลน โหม่งไปชนเสากระเด้งมาชน ลูคัส ฮราเด็คกี้ เข้าประตูตัวเอง กับจังหวะพลิกสุดสวยของ โรเมลู ลูกากู ทำให้จบเกม เบลเยี่ยม เอาชนะไปได้ 2-0
เกมนี้การซื้อเกมรับของ ฟินแลนด์ เกือบจะได้ผลแล้ว ซึ่งหากการแข่งขันสั้นลงซัก 20 นาทีพวกเค้าคงได้เข้ารอบต่อไปทันที แต่ต้องยกย่องสปิริตของ เบลเยี่ยม ด้วย ซึ่งอาจจะมีผลมาจากเหตุการณ์ของ คริสเตียน อีริคเซ่น ทำให้แฟนบอลทั่วโลกต่างลุ้นเอาใจช่วยให้ เดนมาร์ก ผ่านเข้ารอบต่อไป และหนึ่งในผู้กุมชะตาของทัพโคนม ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก เบลเยี่ยม นี่เอง
4. รัสเซีย พบ เดนมาร์ก
ฝั่ง เดนมาร์ก ที่ไม่มีซักแต้มเดียวยังคงมีลุ้นเข้ารอบ แต่เกมนี้ต้องสามแต้มสถานเดียว จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ แถมยังต้องลุ้นให้ เบลเยี่ยม ชนะ ฟินแลนด์ ด้วยเช่นกัน และที่สำคัญจำนวนสกอร์ในเกมนี้ก็สำคัญเช่นกัน เพราะจะวัดมินิลีกหากทั้งสามทีมมีคะแนนเท่ากัน
เริ่มเกมมาเป็นทาง เดนมาร์ก ไม่พูดพร่ำทำเพลง ครองบอลบุกยับๆ อยู่ฝ่ายเดียว แต่กลับกลายเป็น รัสเซีย มีจังหวะได้ลุ้นมากกว่าซะอย่างนั้น อย่างไรก็ตามทาง โคนม มาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะปั่นโค้งๆ ของ มิคเกล ดามส์การ์ด แต่จากสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่เพียงพอให้พวกเค้าเข้ารอบ
เริ่มครึ่งหลังมาไม่นาน เดนมาร์ก มาได้ประตูที่สอง จากจังหวะที่ไม่มีอะไรเลย โดนเป็น ยุสซุฟ โพลเซ่น รับส้มหล่น แตะหลบแล้วยิงเข้าไปง่ายๆ ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มเข้าทางพวกเค้าแล้ว ก่อนที่จะเหมือนฝันทลาย เพราะดันไปเสียจุดโทษ ทำให้ รัสเซีย ไล่ขึ้นมาเป็น 1-2
แต่ก็ต้องชมในความพยายาม เพราะหลังจากได้สัญญาณว่า เบลเยี่ยม ขึ้นนำ ฟินแลนด์ ได้ไม่นาน พวกเค้ามาได้ประตูหนีห่างเป็น 3-1 จากจังหวะยิงไกลของ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ทำให้สถานการณ์ตอนนี้พวกเค้าเข้ารอบ ส่วนรัสเซียจะจบบ๊วยตกรอบทันที และทำให้หลังบ้านของ รัสเซีย นั้นเปิดมากขึ้น และนำมาซึ่งจังหวะสวนกลับ จนทางโคนมได้ประตู 4-1 เป็นการปิดเกมอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะจบเกมไปด้วยสกอร์นี้
ต้องยอมรับว่าเกมนี้ทาง เดนมาร์ก พกหัวจิตหัวใจหินผาลงมาแข่งด้วย แม้จะเจอเหตุการณ์สะเทือนใจในเกมแรกจนพ่ายต่อ ฟินแลนด์ แบบงงๆ แถมก่อนแข่งเกมนี้พวกเค้ายังไม่มีซักคะแนน จนสุดท้ายพวกเค้าสามารถผ่านเข้ารอบต่อไป แม้จะต้องพึ่งทีมอื่นนิดหน่อย แต่ไม่ใช่ประเด็น ส่วน รัสเซีย หลังจบบอลโลก 2018 เหมือนพวกเค้าไม่เอาอะไรแล้ว และดูไม่มีทรงที่จะกลับมาเป็นทีมระดับท็อปของยุโรปได้อีกเลย
สรุปสถานการณ์ ฟุตบอลยูโร 2020 วันที่สิบเอ็ด
เริ่มจากกลุ่มบี เบลเยี่ยม การันตีการเป็นแชมป์กลุ่ม รอเจออันดับสามจากกลุ่ม เอ/อี/เอฟ และเราได้ทีมเข้ารอบเพิ่มอีกทีมนึงตาม เบลเยี่ยม นั่นก็คือ เดนมาร์ก ที่เจียนอยู่เจียนไปจากผลงานสองนัดแรก ก่อนที่นัดนี้แค่ผลชนะยังไม่เพียงพอ แต่ต้องทำทั้งประตูให้ได้มากที่สุด แถมต้องลุ้นผลในคู่อื่นอีก หากจะเรียกว่าปาฏิหารย์ก็ไม่ผิดเท่าไหร่นัก
ส่วนทาง รัสเซีย ตกรอบเป็นบ๊วยของกลุ่มแบบไม่ต้องลุ้นอะไรต่อ ส่วน ฟินแลนด์ ที่จบอันดับ 3 แบบมีสามแต้ม ต้องแช่งกลุ่มอื่นอีกยาวๆ และที่สำคัญผลของกลุ่มนี้ทำให้ สาธารณรัฐเช็ก, อังกฤษ, สวีเดน และ ฝรั่งเศส การันตีการเข้ารอบทันที เพราะพวกเค้าไม่มีทางจบต่ำกว่าอันดับสาม แถม 4 แต้มที่มีก็ดีกว่าทั้ง ยูเครน และ ฟินแลนด์
ด้านกลุ่มซี มีฮอลแลนด์ที่การันตีแชมป์กลุ่มไปก่อนหน้า เพิ่มเติมวันนี้คือคว้า 9 แต้มเต็ม รอไปเจอกับอันดับสามจากกลุ่ม ดี/อี/เอฟ ส่วน มาร์ซิโดเนียเหนือ กลับบ้านมือเปล่า สำหรับเกมตัดสินชะตา เป็นฝ่าย ออสเตรีย ที่มีชัยเหนือ ยูเครน ทำให้ตาม ฮอลแลนด์ เข้ารอบไปเป็นอันดับสอง ซึ่งทาง ออสเตรีย จะไปพบกับ อิตาลี ที่ฟอร์มแรงที่สุดในยูโร
แฟนบอลโปรไลเซนส์
