วันนี้ เก่งหลังเกม จะมาวิเคราะห์สถานการณ์ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ฟุตบอลยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม ที่แข่งขันกันเสร็จเรียบร้อย พร้อมกับบทสรุป ทั้ง 6 กลุ่มว่าทีมใดได้ไป ทีมใดต้องกลับบ้าน พร้อมกับฟอร์มของแต่ละทีมในรอบแบ่งกลุ่ม รวมไปถึงสถานการณ์คร่าวๆ ในรอบต่อไป
ทีมงาน Kickoff88 ก็พาเพื่อนๆ วิเคราะห์บอล ยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่มตั้งแต่นัดแรกของรายการมาจนได้บทสรุปในทุกกลุ่มแล้ว ซึ่งพวกเราก็จะอยู่กับฟุตบอลรายการนี้ยาวๆ ไปจนจบรายการ หากเพื่อนๆ ไม่อยากพลาดก็อย่าลืมติดตามพวกเราต่อไปนะครับ
วิเคราะห์ ฟุตบอลยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม
กลุ่ม A
เริ่มจากทีมที่คว้าตำแหน่งแชมป์กลุ่ม คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อิตาลี ที่ลบภาพเดิมของพวกเค้าออกไปได้ทั้งหมด มารายการนี้กลายเป็นบอลบุกยับๆ จนคู่กองหลังอย่าง คิเอลลินี่ และ โบนุชชี่ ขึ้นมายืนอยู่กลางสนามเป็นประจำ ซึ่งก็มาจากดาวรุ่ง อิตาลี ยุคใหม่เต็มไปด้วยผู้เล่นแนวรุกฝีเท้าดี บวกกับแผนของมันชินี่ ที่เป็นกุนซือที่ขึ้นชื่อเรื่องบอลบุกอยู่แล้ว สำหรับผลงานในรอบแบ่งกลุ่ม เก็บ 9 แต้มเต็ม พร้อมฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดในรายการ
อันดับสองของกลุ่มเอ เป็นของ เวลส์ ที่เป็นตัวเต็งจะตกรอบแรกด้วยซ้ำ ด้วยคุณภาพที่เอาจริงๆ เป็นรองทีมในกลุ่มอยู่มาก แต่อาศัยจังหวะคู่ต่อสู้ผ่อนเกม ทำให้เก็บมาได้ 4 แต้มในสองนัดแรก ก่อนที่จะเกมสุดท้ายจะแพ้ อิตาลี เพียงทีมเดียว ทำให้พวกเค้าจบเป็นอันดับสองของกลุ่ม ผ่านเข้าไปเจอกับอันดับสองจากกลุ่ม บี
ส่วนอันดับสาม เป็นทางด้าน สวิตเซอร์แลนด์ ที่เก็บได้ 4 แต้มเช่นกัน ด้วยการชนะ 1 เสมอ 1 และแพ้นัดเดียวต่อ อิตาลี แต่ดันซวยไปเจอกับ อิตาลี ยามที่กำลังต้องการสามแต้มเพื่อการันตีการเข้ารอบ ผลเลยโดนไป 3 ลูก ผิดกับทาง เวลส์ ที่โชคดีเจอ อิตาลี ชุดสำรองเลยแพ้ไปลูกเดียว สามารถผ่านเข้าไปรอบไปในฐานะ อันดับสามที่ดีที่สุดจากทุกกลุ่ม
อันดับสุดท้ายเป็นของม้ามืดในรายการอย่าง ตุรกี ซึ่งอนาคตของพวกเค้าก็มืดอย่างที่ว่าจริงๆ เพราะทั้งรายการเล่นไม่ออกเลยแม้แต่น้อย โดยพวกเค้าแพ้ในเกมรอบแบ่งกลุ่มทั้งสามนัด ทำให้จบแบบไม่มีแต้ม แถมทั้งรายการยิงได้เพียงประตูเดียว และเสียไปถึง 8 ประตู มากที่สุดในรายการ
กลุ่ม B
แชมป์กลุ่มถือว่าเป็นไปตามคาด โดยทาง เบลเยี่ยม เก็บกิน 9 แต้มเต็ม จากชัยชนะ 3 นัดรวด อาจจะมีลุ้นหนักนัดเดียวคือเกมที่เจอกับ เดนมาร์ก แต่สุดท้ายการเปลี่ยนตัว เควิน เดอ บรอยน์ ก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ซึ่งก็ต้องบอกว่า เบลเยี่ยม ในปัจจุบันอาจจะขึ้นสู่จุดพีคสุดแล้ว หากพ้นรายการนี้ หรือบอลโลกปลายปีหน้า อาจจะเริ่มเข้าสู่ขาลงของพวกเขา ดังนั้นหากจะคว้าถ้วยก็ต้องเน้นหนักในรายการนี้
ส่วนรองแชมป์กลุ่มถือว่าเซอไพรส์ระดับนึง โดยเป็น เดนมาร์ก ที่จบสองเกมแรกแบบไม่มีคะแนน โดยหลังจากเหตุการณ์สุดช็อคของอีริคเซ่น พวกเค้าแพ้ต่อ ฟินแลนด์ แบบค่อนข้างช็อค ก่อนเกมที่สองจะมาดีแต่มาโดน เบลเยี่ยม แซงชนะในสุดท้ายที่สุด และนัดสุดท้ายสามารถถล่ม รัสเซีย ยับเบิน 4-1 ทำให้พวกเค้าทะยานขึ้นมาจบอันดับสอง เพราะวัดจากมินิลีก พวกเค้ามีประตูได้เสียดีที่สุดในสามทีม
ด้านอันดับสามอย่าง ฟินแลนด์ ไม่ได้ไปต่อ เพราะพวกเค้าเก็บได้เพียงสามคะแนนเท่านั้น โดยอาศัยช่วงชุลมันเอาชนะ เดนมาร์ก 1-0 ในนัดเปิดสนาม ซึ่งตลอดทั้งเกมพวกเค้ามีโอกาสยิงเพียงแค่ครั้งเดียว แถมมาโดนจุดโทษท้ายเกม แต่ เดนมาร์ก ดันยิงไม่เข้า ส่วนสองนัดต่อมาแพ้รวด ก็ต้องบอกว่าตามสภาพ เพราะก่อนรายการนี้พวกเค้าถูกคาดหมายว่าจะจบแบบไม่มีแต้มด้วยซ้ำ
ส่วนบ๊วยของกลุ่มได้แก่ รัสเซีย เจ้าบ้านจากฟุตบอลโลกครั้งก่อน เรียกว่าไม่ได้มีพัฒนาการจากเมื่อบอลโลกครั้งก่อนเลย แถมยังต้องดันทุรังส่งนักเตะอายุเยอะๆ ลงเล่น เลือดใหม่ๆ ของทีมนั้นแทบไม่มี นักเตะเกือบทั้งทีมเล่นอยู่ในบ้านเกิด มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ออกมาค้าแข้งนอกประเทศ แต่การจบบ๊วยของกลุ่มก็ดูจะโหดร้ายกับพวกเค้าไปนิด
กลุ่ม C
ในกลุ่มนี้แชมป์กลุ่มเป็นของทีมเต็งอย่าง ฮอลแลนด์ ที่ฟอร์มดีผิดคาด เพราะก่อนรายการนี้พวกเค้ามีปัญหาเรื่องการจบสกอร์แบบน่าเป็นห่วง แถมผลงานภายใต้การคุมทีมของ แฟร้งค์ เดอ บัวร์ ไม่เข้าท่าเลยแม้แต่ก่อน ก่อนที่พวกเค้าจะคว้า 9 แต้มเต็มแบบยิงกระจุย เข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มเป็นทีมแรกของรายการ
ส่วนอันดับสองเป็นของ ออสเตรีย ที่ทำผลงานค่อนข้างยอดเยี่ยม แม้จะไม่มีสตาร์ในทีมมากนัก โดยพวกเค้าเก็บมาได้ 6 คะแนนจากชัยชนะ 2 นัด และแพ้นัดเดียวต่อแชมป์กลุ่มอย่าง ฮอลแลนด์ แบบที่รูปเกมไม่เป็นรองเลยซักนิด จะต่างกันตรงที่อัศวินสีส้มเฉียบขาดกว่าในเกมรุก และก็มาได้จุดโทษขึ้นนำในช่วงต้นเกม ทำให้เล่นค่อนข้างง่ายอีกด้วย
ด้านอันดับสามอย่าง ยูเครน ยังได้ไปต่อแม้จะมีเพียงสามแต้ม จากการชนะทาง มาซิโดเนียเหนือ เพียงทีมเดียว ส่วนอีกสองนัดแพ้ทั้งหมด โดยพวกเค้าได้เป็นอันดับสามที่ดีที่สุดลำดับสี่ ซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายที่เข้ารอบครับ แม้ทาง ยูเครน จะเล่นได้ไม่ดีเท่าในรอบคัดเลือก แต่เกมรับก็พาพวกเค้าเข้ารอบ เพราะมีประตูได้เสียที่ -1 ดีกว่า ฟินแลนด์ที่มีลูกได้เสีย -2 เรียกว่าเฉียดฉิวจริงๆ
ปิดท้ายด้วยบ๊วยของกลุ่มอย่าง มาซิโดเนียเหนือ ก็ถือว่าตามคาด พวกเค้าจบบ๊วยด้วยการแพ้รวดทั้งสามนัด เรียกได้ว่าสู้ใครไม่ได้เลย สองประตูที่ทำได้ในรายการนี้ ลูกนึงก็มาจากลูกส้มหล่น อีกลูกก็มาจากลูกโทษ แถมเป็นการซ้ำจุดโทษที่ตัวเองยิงไม่เข้าอีกด้วย ส่วนลูกที่เสียนั้น เสียไป 8 ลูก มากที่สุดในรายการอีกทีมนึงครับ
แฟนบอลโปรไลเซนส์
