ฟุตบอลโลกทุก 2 ปี เป็นแนวคิดที่สิ้นคิดขนาดไหน

ไม่เชื่อ ก็ต้องเชื่อ ว่าไม่นานมานี้ เกิดแนวคิดที่จะทำ ฟุตบอลโลกทุก 2 ปี โดยมี อาร์แซน เวนเกอร์ ที่ปัจจุบัน นั่งเป็น ผอ.ฝ่ายพัฒนาฝึกฟุตบอล ของฟีฟ่า เป็นโต้โผ ซึ่งล่าสุดก็ไม่รู้ว่าไปสำรวจที่ไหนมา เพราะทาง สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ออกมาเคลมว่า มีแฟนบอลมากมาย หนุนแนวคิดดังกล่าว

แต่วันนี้ Kickoff88 ขอมานำเสนอ ว่าแนวคิดดังกล่าว นั้นเป็นแนวคิดที่สิ้นคิดขนาดไหน พร้อมบทวิเคราะห์ ตามแบบฉบับของ เก่งหลังเกม เช่นเคย

ฟุตบอลโลกทุก 2 ปี เป็นแนวคิดที่สิ้นคิดขนาดไหน

อย่างแรก ต้องบอกว่า การที่ ฟุตบอลโลก นั้นแข่งทุก 4 ปี โดยจะมีรายการใหญ่คั่นระหว่างกลาง อย่างเช่นฟุตบอลชิงแชมป์ทวีป อย่างของทางทวีปยุโรป หรือ ฟุตบอลยูโร แข่งคั่นในทุกๆ 2 ปี อยู่แล้ว

เช่น ฟุตบอลโลก จะมีการแข่งขันในปี 2014 2018 และ 2022 ส่วนฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปนั้น จะลงแข่งกันในปี 2012 2016 และ 2020 แม้ครั้งล่าสุดจะเลื่อนมาแข่งในปี 2021 เนื่องจากโควิด แต่ครั้งต่อไป จะแข่งกันในปี 2024 เช่นเดิมครับ

ซึ่งช่วงเวลาในการแข่งขัน จะเริ่มต้นขึ้นในช่วง กลางเดือนมิถุนายน ไปจนถึง กลางเดือนกรกฎาคม อันเป็นปกติ (ยกเว้นฟุตบอลโลก 2022 ที่จะไปแข่งกันช่วงปลายปี เนื่องจากหลบฤดูร้อนที่กาตาร์)

เท่ากับว่านักฟุตบอล ที่จะไปแข่งบอลโลก จะต้องถูกเรียกตัวมาเตรียมทีม สำหรับรายการใหญ่ๆ อย่างฟุตบอลโลก และฟุตบอลยูโร กันตั้งแต่แข่งขันฟุตบอลระดับสโมสรเสร็จ บางคนที่ลากยาวถึงรอบชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จะไม่มีเวลาพักเลย

แม้แนวคิดดังกล่าว จะผลักดันให้ ลดการเดินทางไปมา ระหว่างสโมสรและทีมชาติ ของนักเตะก็ตาม โดยเป้าหมายของโครงการนี้ ต้องการที่จะให้ ฟุตบอลระดับสโมสร เตะรวดเดียว แบบไม่มีเบรกให้กับฟีฟ่าเดย์

ซึ่งหลังจาก ระยะเวลาของฟุตบอลระดับสโมสร ที่จะกินเวลาประมาณ 7 เดือน หลังจากนั้น ก็จะเป็นคิวของโปรแกรมทีมชาติยาวๆ รวดเดียว ปีละหนถึงสองหน อะไรแบบนี้ครับ

ด้วยการทำแบบนี้ จะลดปัญหา เวลานักเตะต้องเดินทางไปเล่นรอบคัดเลือก ซึ่งก็เห็นกันอยู่บ่อยๆ ที่มักจะมีนักเตะเจ็บกลับมา จากการเดินทางไปรับใช้ชาติ และเป็นปัญหาที่สโมสรฟุตบอล จำเป็นต้องเจอแบบเลี่ยงไม่ได้

อีกหนึ่งรายละเอียดที่ต้องทำ คือลดรายการที่ไม่สำคัญทิ้งไป ตัวอย่างเช่น รายการยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ที่เปลี่ยนเอาเกมกระชับมิตรของทีมในทวีปยุโรป มาเป็นการแข่งขันแบบทางการ และมีความสำคัญกับการไปเล่น ฟุตบอลยูโร รอบสุดท้าย อีกด้วย

โดยมีเป้าหมาย จะเริ่มหลังจาก ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะปรับเพิ่มทีมในรอบสุดท้าย จาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม นอกจาก ฟุตบอลโลก จะปรับมาแข่งกันทุก 2 ปีแล้ว ฟุตบอลยูโร ก็จะคั่นระหว่างปีนั้นไปด้วย

ตัวอย่าง ฟุตบอลโลก ปี 2028 2030 2032 2034 ก็จะมีเกมยูโร รอบสุดท้าย ในปี 2029 2031 2033 2035 อะไรประมาณนี้ เป็นต้นครับ เลยนำมาซึ่งเสียงกรนด่า มากพอสมควร

หนึ่งในคนที่ออกมาแสดงความเห็นไม่เห็นด้วย คือ อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน ประธานยูฟ่า ที่เอาจริงๆ พอจะเข้าใจได้ เพราะเจ้าตัวเป็นหนึ่งในคน ที่จะเสียผลประโยชน์ทันที หากต้องมีรายการ บางรายการที่ต้องถูกยุบไป

แต่ในมุมของนักฟุตบอล ที่เป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครเห็นด้วย โดยเฉพาะตัวหลักจากชาติใหญ่ๆ ด้วยทุกวันนี้ มีรายการแข่งขัน มากเหลือเกิน จนนักเตะบางราย แทบจะไม่ได้พักเลย

ยกตัวอย่าง เปดรี้ นักเตะวัย 17 ปีที่กลายเป็นตัวหลักของ บาร์เซโลน่า และ ทีมชาติสเปน จนฤดูกาลที่ผ่านมา ลงเล่นต่อเนื่อง ทั้งในสโมสรและทีมชาติ โดยเจ้าตัว ต้องเล่นทั้งรายการยูโร และต่อด้วย โอลิมปิกเกมส์ ที่ญี่ปุ่น

ซึ่งพอจบ โอลิมปิก เจ้าตัวก็ต้องกลับมาเล่นให้ บาร์เซโลน่า ในทันที ปัจจุบัน นักเตะวัย 18 ปีรายนี้ ได้รับบาดเจ็บไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีหลายคนออกมาแสดงความเป็นห่วง ว่าอาชีพนักฟุตบอลของเจ้าตัว อาจจะหมดก๊อกก่อนวัยนั่นเอง

ต้องยอมรับว่า อุปสรรคของนักฟุตบอล อย่าง อาการบาดเก็บ มีสาเหตุสำคัญมาจากโปรแกรมถี่ๆ ที่ปัจจุบัน มีเกมการแข่งขันเยอะแยะไปหมด ซึ่งก็ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ทำให้แยกระหว่างฟุตบอลกับธุรกิจ ไม่ออกแล้ว

และถ้าหาก การปรับปฏิทินการแข่งขันได้จริง โดยแยกระหว่างสโมสร และทีมชาติแบบเด็ดขาด โดยให้รอเกมสโมสรแข่งเสร็จก่อน ค่อยมาแข่งเกมทีมชาติกัน

ถ้าอย่างนั้น ก็ทำเลยตั้งแต่ปัจจุบันก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นเลย ที่จะต้องปรับให้รายการทีมชาติใหญ่ๆ อย่างฟุตบอลโลก ปรับมาแข่งกัน ทุกๆ 2 ปี

เหตุผลที่แท้จริงๆ คิดได้อย่างเดียวเลย คือ เงิน เงิน เงิน แล้วก็เงิน เท่านั้นแหละครับ ที่เหลือมันก็แค่ข้ออ้าง

แฟนบอลโปรไลเซนส์

By KICKOFF

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *