เราเพื่อนๆ มา สรุปผลฟุตบอล ยูซีแอล 8 มีนาคม กันซักหน่อย หลังเกมในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ดำเนินมาถึงเลกที่สองแล้ว ทำให้เราได้รู้กันแล้ว ว่าสองทีมแรก ที่ได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป จะเป็นใครกันบ้าง ก่อนที่ในอีกหลายๆ คู่ จะตามมาทีหลัง
โดย เก่งหลังเกม ก็จะมาสรุปผลฟุตบอล คู่ระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค พบ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก รวมไปถึงเกมระหว่าง ลิเวอร์พูล พบกับ อินเตอร์ มิลาน สองคู่สุดเดือด ในค่ำคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สรุปผลฟุตบอล ยูซีแอล 8 มีนาคม กับ 2 ทีมแรกที่ได้เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ
1. บาเยิร์น มิวนิค 7-1 เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก
เกมแรกทั้งคู่ เสมอกันมาที่สกอร์ 1-1 ซึ่งในเกมนั้น เสือใต้ ต้องตาลีตาเหลือก ตามตีเสมอคู่แข่ง ในช่วงท้ายเกม เรียกว่าเกือบแพ้มาเลย ทำให้เกมนี้ ทาง กระทิงแดง ไม่ได้หมดหวังซะทีเดียว หากเปรียบจากฟอร์มในเลกแรก
แต่ที่ไหนได้ เริ่มเกมมาได้ไม่นาน พวกเขามาเสียสองจุดโทษ และเป็น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ซัดมุมเดิม ไม่มีเหลือ ก่อนที่อีกไม่กี่นาที เจ้าตัวจะมาวิ่งเก็บงาน พังประตูที่ 3 ทำสถิติ ยิงแฮตทริคเร็วที่สุด ในประวัติศาสตร์ของรายการ
ทำให้ทาง ผู้มาเยือน แทบจะหมดหวังกลายๆ หลังต้องยิงอีก 3 ประตูเป็นอย่างน้อย ในเกมที่ต้องออกมาเยือน ทีมในระดับท็อปสุดของยุโรป เรียกว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย ก็ว่าได้ครับ
เท่านั้นยังไม่พอ ในช่วงกลางครึ่งแรก เซิร์จ นาบรี้ จะมาบวกเพิ่มอีกประตู ให้ในครึ่งแรก โคตรทีมจากบุนเดสลีกา ขึ้นนำไปก่อนถึง 4-0 เรียกว่าขาข้างนึง เข้ารอบไปแล้ว ก็ไม่ผิดเลย
ในช่วงครึ่งหลัง เกมก็ยังไม่มี ทีท่าว่าจะเปลี่ยนแปลง โดยต้นครึ่งหลัง โธมัส มุลเลอร์ ก็มาบวกประตูที่ 5 ให้เจ้าบ้าน นำห่างออกไปอีก ถึงจุดนี้เชื่อว่า ทีมเยือนคงถอนใจแล้ว ซึ่งคนดูทุกคน ก็คงคิดเหมือนๆ กัน
แต่พวกเขา กลับมาตีไข่แตกได้ จากจังหวะสวนกลับ ที่อาศัยช่วงเวลา ที่ บาเยิร์น ได้บุกเพลินๆ จนไม่คิดว่าอีกทีม จะมีแรงหืออือแล้ว ทำให้ ซัลซ์บวร์ก ไล่ตามมาห่างๆ ที่ 1-5 ในช่วงกลางครึ่งหลัง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายเกม เจ้าบ้านมาบวกเพิ่ม อีกสองประตูจาก มุลเลอร์ และ ซาเน่ และจบเกมไปด้วยสกอร์ 7-1 รวมผลสองนัด บาเยิร์น มิวนิค เข้ารอบด้วยสกอร์รวม 8-2
2. ลิเวอร์พูล 0-1 อินเตอร์ มิลาน
เกมนี้ หงส์แดง เล่นง่ายมาก เพราะเลกแรก บุกไปชนะมาก่อน 2-0 แถมเกมนี้ยังได้เล่นใน แอนฟิลด์ รังเหย้าของตัวเอง ที่ค่อนข้างขึ้นชื่อ เรื่องค่ำคืนของฟุตบอลยุโรป
ทั้งสองทีม มีการปรับทัพพอสมควร หากเทียบจากเกมในเลกแรก ซึ่งทาง งูใหญ่ เริ่มเกมมาก็เพลสหนัก เรียกได้ว่า ไม่รอเวลาให้เสียเปล่าเลย จนช่วงต้นเกม ดูจะเหนือกว่าเล็กน้อย
ทางเจ้าบ้าน ที่สถานการณ์ได้เปรียบ พวกเขาเล่นแค่ประคองตัว แดนหน้า รวมไปถึงแดนกลาง ไม่มีการเพลสซิ่ง เพื่อกดดันมากนัก แต่เน้นให้กองหลัง ไม่ดันไลน์สูง ให้เสี่ยงโดนยกข้าม แบบที่โดนมาบ่อยๆ
เพราะคู่หน้าของ อินเตอร์ ในเกมนี้ ใช้ อเล็กซิส ซานเชส และ เลาตาโร มาร์ติเนซ ที่คล่องแคล่ว และไปกับบอลได้ดี แถมยังเพลสซิ่งได้ดีกว่า เอดิน เซโก้ ที่เล่นได้ค่อนข้างเงียบ ในเกมเลกแรก
แต่ฝ่ายที่น่าจะออกนำไปก่อน เป็นทางฝั่ง ลิเวอร์พูล ที่เน้นฉวยโอกาส จากลูกตั้งเตะ ทั้งจังหวะฟรีคิก แล้ว โจเอล มาติป ที่โหม่งไปชนคาน
หรือจะเป็นจังหวะต่อเนื่อง ลูกเตะมุม แล้ว เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค โหม่งไปติด มิลาน สกีเนียร์ ส่วน อลิสซอน ในครึ่งเวลาแรก สามารถเอาหนังสือ มานั่งอ่านเล่นได้เลยครับ
เริ่มครึ่งหลังมา หงส์แดง ก็น่าออกนำอีกครั้ง จากลูกยิงของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่เกมนี้ค่อนข้างเงียบ แต่เจ้าตัวดัน ยิงไปชนเสาเต็มๆ ทั้งๆ ที่ผู้รักษาประตู หมดสิทธิ์ป้องกันแล้ว
ก่อนที่ งูใหญ่ จะเริ่มตั้งลำได้ และมีโอกาสจบหลายครั้ง จนมาได้ประตูนำ จาก เลาตาโร มาร์ติเนซ ในช่วงนาทีที่ 60 ทำให้สถานการณ์ เทมาอยู่กับฝั่งทีมเยือนทันที
แต่หลังจากเขี่ย กลับมาแข่งได้แปปเดียว ไม่รู้ว่าเลือดมันร้อนหรือยังไง อเล็กซิส ที่ขยันเกินไป ดันไปเข้าอันตรายใส่ ฟาบินโญ่ ผู้ตัดสินเลย แจกใบเหลืองใบที่สอง เป็นใบแดงไล่ออกทันที ซึ่งไม่สามารถ เช็ค VAR ได้ เพราะไม่ใช่แดงโดยตรง
หลังจากนั้น เกมกลับมาเป็นของ ลิเวอร์พูล ทันที ซึ่งพวกเขาก็ไม่เอาอะไรมาก นอกจากจังหวะสวนเร็ว และเป็น โม ซาลาห์ ที่ยิงไปชนเสาอีกครั้งนึง จนจบเกม ไม่มีใครทำอะไรกันเพิ่มได้
รวมผลสองนัด ลิเวอร์พูล ได้เข้ารอบต่อไป แม้จะแพ้คาบ้านในเกมนี้ 0-1 เพราะรวมผลสองนัด พวกเขายังเข้ารอบ ด้วยสกอร์รวม 2-1
แฟนบอลโปรไลเซนส์
